ทำความรู้จักกับทีมผู้เชี่ยวชาญจาก UPS
Nick Basford ประธานฝ่ายกลยุทธ์ประจำสหรัฐฯ: Nick พกพาประสบการณ์ยาวนานกว่า 40 ปี ด้านการตลาด กลยุทธ์ และโลจิสติกส์ร่วมกับแบรนด์ระดับโลก เขาเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนแผนกลยุทธ์ยักษ์ใหญ่ โดยมุ่งเน้นที่การเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างการเติบโตร่วมกับกลุ่มลูกค้ารวมถึงพันธมิตรรายสำคัญที่สุดของเรา
Jon Bell ผู้นำฝ่ายนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์: Jon สั่งสมประสบการณ์ด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) มายาวนานกว่า 35 ปี เขารับผิดชอบในการประยุกต์ใช้และขยายขีดความสามารถของเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้าทั้งในวันนี้และวันหน้า
เผื่อใครพลาดไป เราเพิ่งประกาศข่าวใหญ่ครั้งสำคัญสำหรับทิศทางธุรกิจของเราและลูกค้าทุกคน UPS กำลังเดินหน้าติดตั้งเทคโนโลยีระบุเอกลักษณ์ด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (RFID) เพื่อตรวจจับและติดตามสถานะพัสดุในเครือข่ายการขนส่งพัสดุขนาดเล็กแบบครบวงจรทั่วสหรัฐอเมริกา
เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการติดตั้งแล้ว ในรถขนส่งพัสดุทุกคันในสหรัฐฯ ในสถานที่ปฏิบัติการจัดส่งทั่วประเทศ และในพัสดุทุกชิ้นที่จัดส่งจาก The UPS Store กว่า 5,500 แห่ง รวมถึงการส่งคืนสินค้าอีกด้วย นอกจากนี้เรายังนำนวัตกรรม RFID ไปประยุกต์ใช้ในคลังสินค้าของลูกค้าโดยตรง เพื่อให้พวกเขาได้รับการยืนยันสถานะการเข้ารับพัสดุได้ในทันที
“เรากำลังทำให้ห่วงโซ่อุปทานของลูกค้าตรวจสอบได้ชัดเจนแบบเรียลไทม์ด้วย RFID ติดตามได้อย่างแม่นยำ ให้ข้อมูลเชิงลึกได้เร็วขึ้น สร้างเครือข่ายที่ชาญฉลาดขึ้น และพัสดุที่ฉลาดขึ้น” Matt Guffey รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพาณิชย์และกลยุทธ์ กล่าว
เบื้องหลังความสำเร็จครั้งใหญ่ในประกาศนี้ คือผลลัพธ์จากการทุ่มเททำงานร่วมกันนานหลายปีของทีมงานหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปฏิบัติการ เทคโนโลยี วิศวกรรม การตลาด ฝ่ายขาย ทีมพัฒนาโซลูชันเพื่อลูกค้าของ UPS และเครือข่ายสาขาของ The UPS Store เราจึงได้ชวน Nick Basford ประธานฝ่ายกลยุทธ์ประจำสหรัฐฯ และ Jon Bell ผู้นำฝ่ายนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์ มาร่วมพูดคุยและพาเราไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังการพลิกโฉมครั้งสำคัญนี้
การสแกนเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของ UPS มาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว ทำไมตอนนี้เราจึงให้ความสำคัญกับระบบเซ็นเซอร์
Nick: การสแกนใช้งานได้จริง แต่ต้องลงมือปฏิบัติเองโดยตรง นอกจากจะใช้เวลานานแล้ว การขยายระบบนี้ให้รองรับความต้องการในการติดตามข้อมูลของลูกค้าก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
ในแง่ของการปฏิบัติงาน ระบบสแกนแบบเดิมยังมีข้อจำกัดที่ต้องแลกมาด้วยเรื่องของเวลา ประสิทธิภาพ และการออกแบบขั้นตอนการทำงาน การติดตามสถานะพัสดุจะมีประสิทธิภาพสูงสุดได้นั้น จะต้องถูกหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับระบบปฏิบัติการหลัก ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์ที่นำมาเสริมทีหลัง
ถ้าอย่างนั้น การเปลี่ยนมาใช้ระบบเซ็นเซอร์จะแตกต่างอย่างไร
Nick: ระบบเซ็นเซอร์ช่วยลดภาระให้ทีมงานของเรา เพื่อให้พวกเขาสามารถโฟกัสกับงานตรงหน้าได้อย่างเต็มที่ ในขณะที่เทคโนโลยีจะทำหน้าที่ติดตามสถานะพัสดุให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งหมายความว่าเรามีข้อมูลที่ดีขึ้นและสามารถมอบความโปร่งใสในการติดตาม ให้กับลูกค้าได้มากขึ้น ตั้งแต่ช่วงที่มีการจัดการตามคำสั่งซื้อไปจนถึงการจัดส่งถึงปลายทาง การมองเห็นข้อมูลในลักษณะนี้สร้างโอกาสที่แท้จริงให้กับลูกค้าของเรา เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสินค้าคงคลังและการให้บริการที่ดีขึ้นแก่ลูกค้าของพวกเขา
นอกจากนี้ ข้อมูลที่ดีขึ้นยังช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นและรวดเร็วขึ้น ในบางสถานการณ์ นั่นหมายถึงความสามารถในการตรวจพบและรับมือกับปัญหาความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงที ก่อนที่เรื่องจะถึงหูของลูกค้าด้วยซ้ำ นี่คือผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย
หลังจากนี้ ธุรกิจของเราจะก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงในแง่มุมไหนอีกบ้าง
Jon: เทคโนโลยี RFID ช่วยลดอัตราการจัดขึ้นตู้พัสดุผิดพลาดลงได้เกือบ 70% ซึ่งหมายความว่า ช่วยลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อน และเพิ่มความน่าเชื่อถือในการจัดส่งได้ดียิ่งขึ้น การเปลี่ยนไปใช้ระบบเซ็นเซอร์ยังจะช่วยลดจำนวนการโทรติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า ทั้งจากฝั่งเราและฝั่งลูกค้า ในเรื่องการสอบถามตำแหน่งหรือสถานะการจัดส่งของพัสดุ
ไฮไลต์สำคัญคือ หากระบบ RFID ตรวจพบว่าพัสดุชิ้นไหนกำลังหลุดออกจากเส้นทางที่ถูกต้อง เราก็สามารถเข้าแก้ไขและจัดการปัญหาได้ทันท่วงที และเป็นอย่างที่ Nick บอก บ่อยครั้งที่เราสามารถรับมือได้เร็วพอ จนทำให้พัสดุชิ้นนั้น ๆ ยังคงจัดส่งถึงมือผู้รับได้ตรงเวลาตามกำหนด.
ในตอนนี้ ลูกค้าของเราต่างสัมผัสถึงประโยชน์ของระบบนี้ได้ด้วยตัวเองแล้ว จากความสามารถในการติดตามสถานะพัสดุแบบเรียลไทม์ที่โปร่งใสตั้งแต่จุดที่รับฝากสินค้า
มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับ RFID ที่คนทั่วไปฟังแล้วน่าจะรู้สึกเซอร์ไพรส์บ้างไหม มีเรื่องน่าสนุกไหม
Nick: เรียกว่าเราอยู่ในวงการ RFID มานานมาก เพราะเรามีคลังพอร์ตโฟลิโอสิทธิบัตรในด้านนี้จำนวนมาก แถมเรายังได้ยื่นจดสิทธิบัตรฉบับแรกมาตั้งแต่ปี 2003 แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเป็นผู้ให้บริการขนส่งรายใหญ่รายแรกที่นำระบบเซ็นเซอร์ RFID มาใช้อย่างแพร่หลาย
Jon: ถูกต้อง เรายังได้รับรางวัลจากการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานอีกด้วย RFID Journal ได้มอบรางวัลให้เราหลายครั้ง ได้แก่ รางวัล Best Use of RFID to Enhance a Product or Service ในปี 2023 รางวัล Best Large-Scale Deployment ในปี 2024 และรางวัล Best RFID Implementation ในปี 2025 เราคือผู้นำที่ชัดเจนในด้านนี้
นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ต้องอาศัยอะไรบ้างกว่าจะมาถึงจุดนี้
Jon: UPS เลือกใช้แนวทางที่มองภาพรวมแบบองค์รวม และครอบคลุมทั่วทั้งเครือข่ายในการนำ RFID มาปรับใช้จริง งานนี้เริ่มต้นจากโครงการที่ชื่อว่า Smart Package, Smart Facility และในวันนี้ เรากำลังขยายขีดความสามารถไปสู่ระบบ Smart Fulfillment และ Smart Tracking เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
และนี่เป็นงานที่ต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม ทั้งฉลาก รถขนส่ง อาคาร ระบบ ผู้คน ... ทุกอย่างต้องทำงานร่วมกันอย่างสอดประสาน ความไว้วางใจและความสอดคล้องคือสิ่งสำคัญที่สุด
พร้อมหรือยังที่จะเปิดสปอตไลต์ขับเคลื่อนห่วงโซ่อุปทานของคุณด้วยเทคโนโลยี RFID ลงทะเบียนรับคำปรึกษาฟรี 15 นาที กับผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์จาก UPS ได้แล้ววันนี้